วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คลินิกจะปิดทำการ 23 พ.ย. 55





คลินิกเส้นเลือกขอด  เส้นฟอกไต
By : คลินิกหมอกิตติพันธุ์ – หมออมราภรณ์

ทางคลินิกขอเรียนให้ท่านทราบว่า คลินิกจะปิดทำการ 1 วันนะคะ  คือวันศุกร์ที่ 23  พ.ย. 55  และจะเปิดให้บริการตามปกติในวันเสาร์ ที่ 24 พ.ย. 55 เวลา 09.00 – 12.00 น. ค่ะ



วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันนี้คลินิกเปิดทำการแล้วนะคะ...




           สวัสดีค่ะ หลังจากที่คลินิกได้หยุดอย่างกระทันหัน ไปต้องกราบขออภัยคนไข้ทุกท่านด้วยนะคะ  วันนี้คลินิกเปิดทำการตามปกติแล้วค่ะ  เวลา 17.00 - 20.00 น.

               สำหรับท่านที่ต้องการปรึกษา กับ ศ.กิตติพันธุ์  ฤกษ์เกษม  อาจารย์จะออกตรวจ ตั้งแต่เวลา 18.00 เป็นต้นไปค่ะ

              อ.อมราภรณ์  ฤกษ์เกษม  ออกตรวจ เวลา 19.00 เป็นต้นไปนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คลินิกปิดทำการ วันที่ 12 -15 พ.ย. 55




            ทางคลินิกขอเรียนให้ท่านทราบว่า คลินิกจะปิดทำการ ระหว่างวันที่ 12 - 15 พฤศจิกายน  2555  นะคะ

             และจะเปิดให้บริการตามปกติในวันศุกร์ที่ 16  พฤศจิกายน 2555  เวลา 17.00 - 20.00 น. 

           

ข้อน่ารู้ของ ยาหยอดหู




สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหู และได้รับยาหยอดหู อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บรักษา และผลข้างเคียงในการใช้ สำหรับคำถามยอดฮิตที่ได้รับการถามเกี่ยวกับยาหยอดหู คือ
1.อยากทราบว่ายาหยอดหูเมื่อเปิดใข้แล้วจะเก็บไว้ได้นานหรือไม่
2.หลังจากเปิดแล้วควรเก็บไว้ที่ใด
3.การใช้ยาหยอดหูและแคะหูบ่อย ๆ จะมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง 


คำตอบโดย นพ.ณวัฒน์ วัฒนชัย  

ไม่นานครับ ยาชนิดที่มีสารกันบูดอยู่ด้วย ก็ไม่ควรจะเกิน 1 เดือน (แต่ยาบางชนิดก็ระยะเวลาสั้นกว่านั้น โดยเฉพาะยาบางตัวที่ผสมกันในแต่ละโรงพยาบาล) 
ถ้าไม่ลำบากก็เก็บไว้ในตู้เย็น แล้วมายืนหยอดกันหน้าตู้เย็นก็ได้ครับ 
ไม่ควรแคะหู หรือใช้ไม้พันสำลีนะครับ หมอหูคอจมูกบางท่านเคยบอกกับผมว่า ไม่ควรเอาอะไรที่เล็กกว่าข้อศอกใส่เข้าไปในรูหู - ก็คือ - ไม่ต้องแคะกันดีกว่า เพราะกลไกของร่างกายตามปกติ ก็จะมีการขับขี้หูออกมาเองอยู่แล้ว
ผลข้างเคียง - กลไกการกำจัดขี้หูจะเสียไป, ถ้าแคะไม่ดีก็จะยิ่งดันเอาขี้หูบางส่วนลึกเข้าไปอีก และอาจบวมเมื่อถูกน้ำ ทำให้ปวดได้ครับ 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก  Thaiclinic.com

ภาวะโลหิตจาง ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง



ภาวะโลหิตจาง ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

สาเหตุ
       ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีสาเหตุที่สำคัญได้แก่ร่างกายสร้างฮอร์โมน(Erythropoietin:EPO)ในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง และจากการขาดธาตุเหล็กระดับค่าความเข้มข้นของเลือดที่เหมาะสมตามตามมาตรฐานการรักษา คือ 33-36 %ถ้ามากกว่าหรือน้อยกว่านี้จะทำให้มีโรคแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

อาการ
  • หน้ามืด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะทำให้รบกวนกิจวัตรประจำวันกิน-นอน-พักผ่อน ซีดเป็นลมง่าย วูบ
  • เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายเช่นเดินขึ้นบันได ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้น้อย
  • ลิ้นเลี่ยน กินไม่อร่อย
  • นอนไม่ค่อยหลับ
  • กิจกรรมทางเพศลดลง


อันตรายจากภาวะซีด
  • หัวใจห้องล่างซ้ายโต หัวใจทำงานหนักมากกว่าปกติ
  • เพิ่มอัตราการตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย


การรักษา
                 มีอาการสงสัยว่าจะเป็นโลหิตจางควรไปพบแพทย์เพื่อรับวินิจฉัยหากมีภาวะขาดสารดังกล่าวจริงแพทย์จะให้การรักษาโดย
  • ให้ธาตุเหล็กเสริม มีทั้งรูปแบบกินและแบบฉีด การกิน เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ราคาถูก ขนาดที่ทานคือ 200มิลลิกรัม วันละสามครั้ง ปัญหาคือในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมักมีการดูดซึมเหล็กที่ทางเดินอาหารได้ไม่ดี อาจถูกรบกวนการดูดซึมโดยยาบางชนิดเช่น แคลเซียม อลูมิเนียม ยาลดกรด หรือมีการสูญเสียเลือดในทางเดินอาหาร
  • ให้ฮอร์โมน(EPO)ฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูกป้องกันภาวะโลหิตจาง
  • ให้เลือดในรายที่ซีดมาก แต่การให้เลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซี และไวรัสเอดส์ อาจทำให้เกิดโอกาสสลัดไตในการปลูกถ่ายไต ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการให้เลือด ในผู้ที่มีแผนจะปลูกถ่ายไตในอนาคต


ข้อสังเกต แม้จะมีวิธีในการดูแลภาวะซีดหลายแนวทางแต่วิธีที่คุ้มค่าที่สุดคือการรับประทานธาตุเหล็กอย่างสม่ำเสมอถูกต้อง การรับประทานเหล็กอาจมีอาการท้องผูก ปวดท้อง  รู้สึกไม่สบายท้อง  อาจทำให้เบื่ออาหารได้ อาจแก้ไขโดยกินในขณะท้องว่าง 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 1 ชั่วโมง หลังอาหาร เพื่อเพิ่มการดูดซึมหรือกินก่อนนอน
  • ภาวะที่ทำให้ฉีดฮอร์โมน EPO ไม่ได้ผล
  • ภาวะขาดเหล็กอย่างรุนแรงเพราะการสร้างเม็ดเลือดแดงต้องมีทั้งEPO และเหล็ก
  • ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงจะมีผลยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ภาวะขาดวิตามินในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นโฟลิค
  • ภาวะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อในร่างกาย
  • ภาวะของเสียคั่งจากขาดฟอก
  • ผู้ที่ทานยาจับฟอตเฟตเช่นอลูมิเนียม
  • ผู้ที่มีการสูญเสียเลือดบ่อยครั้ง

การป้องกันภาวะซีด
  • ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและยาบำรุงเลือดเพียงพอ เช่นโฟลิค
  • รับประทานเหล็กอย่างถูกต้อง ทั้งขนาดและวิธีการรับประทาน ตามแพทย์สั่ง
  • ไม่ควรงดการฟอกเลือด
  • แจ้งให้พยาบาลทราบถ้ามีเลือดออกในร่างกายหรือเป็นแผลตามร่างกาย เช่น อาการเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารอุจจาระเป็นสีดำ หรือเป็นริดสีดวงทวารจะมีเลือดขณะอุจจาระ มีปัสสาวะเป็นเลือดหรือสีน้ำล้างเนื้อเป็นต้น ในผู้หญิงควรแจ้งทุกครั้งที่มีประจำเดือน
  • ผู้ป่วยทานยาละลายลิ่มเลือดควรแจ้งให้ทราบด้วย
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทานอาหารให้ครบ 5หมู่ งดอาหารรสจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย

เป็นแผลร้อนในบ่อย ทำอย่างไร





 อาการแผลร้อนในบ่อยๆ จะทำอย่างไร เนื่องจากเป็นการสร้างความลำคาญเป็นอย่างยิ่ง และเป็นอุปสรรคในการรับประทานอาหารของเราด้วย เวลาพูดมักจะมีกลิ่นปาก ซึ่งทำให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม จะทำอย่างไรดี ......

คำตอบโดย ทพญ.สุจิตรา จิรกุลวัฒนาพร ทันตแพทย์

        เนื่องจากแผลร้อนในนั้น สาเหตุของการเกิดที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดคะ  แต่สงสัยว่าเป็นแบคทีเรียหรือไวรัสตัวหนึ่งตัวใดเป็นสาเหตุทำให้เกิด โดยระยะเวลาที่เป็นมักอยู่ในช่วง 7- 14 วันคะ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของแผลคะ 

     แผลชนิดนี้ เมื่อหายแล้วมักจะเป็นใหม่อีกอยู่เรื่อยๆได้คะ ส่วนการรักษา ก็จะขึ้นอยู่กับบุคคลและความรุนแรงของโรคคะ ไม่ควรใส่ยาผง หรือยาที่มีฤทธิ์กัดแผล เพราะจะทำให้อาการของแผล รุนแรงยิ่งขึ้นหรือแผลอาจหายช้ากว่าเดิมได้คะ จริงๆแล้ว แผลร้อนในนี้สามารถหายเองได้คะ 

     สำหรับการปฏิบัติตัวนั้น ช่วงนี้ ควรให้ ทานอาหารอาหารที่มีประโยชน์ และควรพักผ่อนให้เพียงพอคะโดยในระหว่างที่เป็นเราอาจใช้ยาทาพวกลดอาการระคายเคืองของแผล เช่นพวก Kenalogก็ได้คะ

     แล้วก็ควร หมั่นดูแล รักษา ความสะอาดของช่องปากและฟันให้ดีด้วยคะ เท่านั้นหล่ะคะ อีกไม่กี่วัน แผลร้อนในก็จะหายเองคะ

ขอขอบคุณที่มาจาก  เว็บไซต์ ไทยคลินิคดอมคอม

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อ .ความดันต่ำ หน้ามืด เวียนศีรษะ





เราจะดูแลตัวเองอย่างไร หรือว่าสังเกตุอย่างไรเมื่อมีความดันต่ำ (ความดันตก) หน้ามืด เวียนศีรษะ ...

  • ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง, ปวดท้องหรืออาเจียนรุนแรง, ถ่ายอุจจาระดำ, ใจหวิวใจสั่น, ชีพจรเต้นเร็ว, เหงื่อแตกท่วมตัว, หรือลุกนั่งมีอาการเป็นลม ต้องไปหาหมอโดยเร็ว...
  • ถ้าไม่มีอาการในข้อ 1 ให้ปฏิบัติดังนี้

ให้นอนลงสักครู่ แล้วลุกขึ้นใหม่ โดยลุกช้าๆ อย่าลุกพรวดพราดเช่น ค่อยๆ ลุกจากท่านอนเป็นท่านั่ง แล้วนั่งพักสักครู่ ขยับและเกร็งขาหลายๆ ครั้ง, แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน, ยืนนิ่งอยู่สักครู่ แล้วจึงค่อยเดิน.


  • ถ้ายังมีอาการ ให้กินยาหอม.
  • ถ้าเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ควรไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุ.
  • ถ้ามีอาการบ้านหมุน ดู บ้านหมุน_(เห็นบ้านหรือสิ่งรอบตัวหมุน).


การป้องกัน
ให้ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นทีละน้อย, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, และดื่มน้ำมากๆ.

ขอบคุณ นิตยสาร หมอชาวบ้าน ภาพอินเทอร์เนต

ปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยตัวเอง...เมื่อ ของเข้าหู...



ทำอย่างไรเมื่อ...ของเข้าหู...

          ไม่ว่าจะเป็นแมลง หรือว่าสิ่งของเล็กๆ ก็สามารถเข้าไปในหูของเราได้ โดยไม่ทราบสาเหตุแล้วเราจะทำอย่างไร เพื่อเป็นการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์...


  • ตะแคงศีรษะ หันหูข้างที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ลงด้านล่าง ตบศีรษะด้านบนเบาๆ ให้สิ่งแปลกปลอมหล่นออกมา.
  • ถ้าไม่ออก หยอดน้ำมันพืช 3-4 หยด เข้าในหูข้างนั้น แล้วทำข้อ 1 ซ้ำ.
  • ถ้าไม่ออก ห้ามแคะ เพราะจะดันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปลึก, ควรรีบไปหาหมอ.




ขอบคุณข้อมูล จาก นิตยสารหมอชาวบ้าน ภาพจาก Internet

ดูแลสุขภาพตัวเอง เมื่อ...ก้างติดคอ หรือสงสัย




ดูแลสุขภาพตัวเอง เมื่อ...ก้างติดคอ หรือสงสัย
 
       สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานปลา  เมื่อเกิดอาการ ก้างติดคอ หรือสงสัยว่าก้างติดคอ มีวิธีที่ดูแลสุขภาพตัวเองเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ


  • กลืนก้อนข้าวสุก หรือกล้วยทั้งคำ หรือก้อนขนมปังนิ่มๆ โดยไม่ต้องเคี้ยว.
  • ถ้ายังไม่หลุด กลืนน้ำส้มสายชูเจือจาง ก้างจะอ่อนลงได้.
  • ถ้ายังไม่หลุด ควรไปหาหมอ.

ขอบคุณข้อมูล จาก นิตยสารหมอชาวบ้าน ภาพจาก Internet


ดูแลตัวเอง..เมื่อเป็นไซนัสอักเสบ....





            เมื่อสงสัยเป็นไซนัสอักเสบ เช่น ปวดใบหน้า มีน้ำมูกหรือเสมหะเป็นหนอง คัดแน่นจมูกเรื้อรัง มีอาการ เป็นไข้หวัดนานเกินปกติควรปรึกษาแพทย์

            เมื่อตรวจพบว่าเป็นไซนัสอักเสบ ก็ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งให้การรักษาอย่างจริงจัง และติดตามผลการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

            ไม่ควรรักษาด้วยการซื้อยาชุดกินเองหรือรักษาแบบพื้นบ้าน อาจไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงร้ายแรงได้

นอกจากนี้ ควรปฏิบัติตัวดังนี้


  • ดื่มน้ำมากๆ
  • สูดดมไอน้ำอุ่น และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (ในกรณีที่แพทย์แนะนำและสอนให้ทำ)
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ควันบุหรี่ และมลพิษทางอากาศ
  • งดดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเครื่องบินในขณะที่เป็นไข้หวัด หวัดภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบกำเริบ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรกินยาแก้คัดจมูก ได้แก่ สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนเดินทาง และซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงระหว่างเดินทางระยะไกล
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำนานๆ เนื่อง จากคลอรีนในสระอาจทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุจมูกและไซนัสได้

การป้องกัน

หมั่นดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง (เช่น กินอาหาร สุขภาพ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คลายเครียด) ป้องกันอย่าให้เป็นไข้หวัดบ่อย และถ้าเป็นโรคหวัดภูมิแพ้ควรรักษาอย่างจริงจัง ก็อาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นไซนัสอักเสบลงได้



ขอบคุณ ข้อมูลดีๆ
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 332 เดือน/ปี: ธันวาคม 2006 คอลัมน์: สารานุกรมทันโรค นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ทำอย่างไร เมื่อเป็นไซนัสอักเสบ (โพรงจมูกอักเสบ)




จะทำอย่างไรเมื่อเป็นไซนัสอักเสบ (โพรงจมูกอักเสบ) 

1.  ลดหรือกำจัดอาการคัดจมูก อาการคัดจมูก และกำจัดน้ำมูกโดยหาท่าที่น้ำมูกออกได้ดีที่สุด แล้วอยู่ในท่านั้นบ่อยๆ ถ้าเป็นเรื้อรัง ควรใช้น้ำเกลือสวนล้างจมูกตามคำแนะนำของหมอ.

2.  ถ้าปวดหัว หรือมีไข้ ให้กิน ยาแก้ปวดลดไข้.

3.  ถ้าน้ำมูกเป็นหนอง ควรไปหาหมอเพื่อพิจารณาให้ ยาปฏิชีวนะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจต้องกินติดต่อกันนานอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์.

           การป้องกัน ออกกำลังกายเป็นประจำ ระวังไม่ให้คัดจมูกหรือเป็นหวัดบ่อยๆ.

ขอบคุณ

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 332
เดือน/ปี: ธันวาคม 2006
คอลัมน์: สารานุกรมทันโรค
นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

เลือกรองเท้าอย่างไร...ให้เหมาะกับเท้า





คำถามที่เป็นประโยชน์จากนิตยสารหมอชาวบ้านเกี่ยวกับการเลือกรองเท้าให้เหมาะกับเท้าของแต่ละคน

ถาม : นิรมล/นครราชสีมา

           เวลาใส่รองเท้าแล้วจะปวดนิ้วและอุ้งเท้ามากเลยค่ะ เคยลองเปลี่ยนมาหลายแบบแล้วก็ไม่หาย มีวิธีการเลือกรองเท้าให้เข้ากับรูปทรงของเท้าตัวเองและเลือกให้เหมาะกับสุขภาพเท้าอย่างไรบ้าง

ตอบ : พญ.นวพร ชัชวาลพานิชย์

            การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับเท้ามีหลักอยู่ว่า ใส่แล้วสบาย เดินได้ทั้งวัน ถ้ารองเท้าที่สวมใส่ไม่เหมาะสม เช่น ใส่รองเท้าหน้าแคบหรือรองเท้าส้นสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดเท้าหรือมีความผิดปกติกัยรูปเท้า เนื่องจากเท้าถูกบีบรัดซึ่งลักษณะเท้าของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เช่น

อุ้งเท้าแบน ทำให้ปวดบริเวณอุ้งเท้าส่วนกลาง เนื่องจากเอ็นซึ่งทำหน้าที่ยกอุ้งเท้าถูกดึงยืด ควรสวมรองเท้าเสริมอุ้งเท้า เพื่อพยุงไม่ให้ส้นเท้าบิดและเท้าล้มเข้าด้านใน

อุ้งเท้าสูง จะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้าเพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้าเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้าที่อุ้งเท้า และควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ที่สวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำคือ ปวดฝ่าเท้าด้านหน้า ผู้ที่มีอาการนี้จึงควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย มีพื้นนิ่ม และมีหน้ารองเท้ากว้าง เพื่อลดการบีบและเสียดสีของรองเท้า

ผู้ป่วยเบาหวาน ปลายประสาททำงานผิดปกติ ทำให้เท้าชา มีนิ้วเท้าหงิกงอ ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมาก และนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่ม มีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบเพราะอาจจะทำให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าโดยไม่รู้ตัว

การเลือกรองเท้า ควรเลือกคู่ที่มีขนาดพอดีตัว คือ ส้นเท้าจะชิดส้นรองเท้าพอดีและมีด้านหน้าเหลือประมาณครึ่งนิ้ว จะต้องลองสวมใส่รองเท้าทั้ง ๒ ข้างเสมอ หากชอบใส่รองเท้าแตะ ควรเลือกที่มีพื้นนิ่มและเสริมบริเวณอุ้งเท้าถ้าต้องใส่รองเท้าส้นสูควรเลือกที่ใส่แล้วโค้งรับกับฝ่าเท้า เพื่อให้เท้ามีสุขภาพที่ดี

สำหรับรองเท้าส้นสูงมากๆ ถ้าใส่ออกงาน ๒-๓ ชั่วโมง คงไม่มีปัญหา ที่สำคัญคืออย่าใส่เดินทั้งวันเพราะจะมีปัญหากับสุขภาพเท้า

               ผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้ช่วงหลังแอ่นมาก แต่สามารถคลายกล้ามเนื้อหลังได้ด้วยตัวเอง นั่นคือ นอนหงาย กอดเข่าขึ้น และดึงให้ชิดหน้าอก ค้างไว้ (นับ ๑-๑๐ ) แล้วจึงปล่อยเข่าลง

ขอบคุณ ข้อมูลจาก นิตยสาร หมอชาวบ้าน และ ภาพจาก Internet

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีปฐมพยาบาลผู้มีของติดหลอดลม




วิธีปฐมพยาบาลผู้มีของติดหลอดลม

              การสำลักเกิดจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปกีดขวางหรืออุดหลอดลม หากแก้ไขไม่ถูกต้องหรือทันที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการเริ่มแรกคือไออย่างรุนแรง ถ้าคนที่สำลักพูดไม่ได้ แสดงว่าอาจจะมีเศษอาหารหรือของอื่นติดอยู่ในหลอดลม ซึ่งถ้าดิ้นรนเพื่อหายใจ อาจทำให้ของนั้นหลุดลึกลงไป
การช่วยเหลือคนที่สำลัก ให้เอาอาหาร ฟันปลอม หรือของอื่นออกจากปาก และพยายามทำให้คนที่สำลักไอแรงๆเพื่อให้ของที่ขวางหลอดลมอยู่หลุดออกมา ถ้าไม่ได้ผลให้จับคนที่สำลักก้มศีรษะต่ำกว่าหน้าอก แล้วตบบริเวณกระดูดสะบักแรงๆ เมื่อคนที่สำลักเริ่มหายใจได้แล้ว ให้นั่งพักและจิบน้ำจนกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ


              ถ้าเด็กมีของติดหลอดลม ให้จับตัวเด็กพาดที่เข่าทั้งสองข้างของคุณโดยห้อยหัวเด็กลง ใช้มือข้างหนึ่งรองรับหน้าอกเด็กไว้แล้วตบแรงๆ ที่สะบักเพื่อให้ของที่ติดหลอดลมอยู่หลุดออก ถ้าเป็นเด็กอ่อนให้อุ้มเด็กไว้ด้วยมือข้างหนึ่งให้หัวเด็กห้อยลง แล้วใช้นิ้วตบตรงสะบักไม่เกิน 5 ครั้ง ระวังอย่าใช้แรงมากเท่ากับเวลาที่ช่วยผู้ใหญ่หรือเด็กโต และอย่าสอดนิ้วเข้าไปในปากเด็กนอกจากจะมองเห็นของที่ขวางอยู่ได้ชัด





              วิธีกดท้อง ถ้าใช้วิธีตบไหล่แล้วยังไม่ได้ผลอาจต้องใช้วิธีไฮม์ลิด (Heimlich manoevie) ซึ่งเป็นการกดดันที่ท้องอย่างแรงและเร็วเป็นชุดเพื่อดันกระบังลมขึ้น รวมทั้งบีบเค้นปอดเพื่อให้ลมในหลอดลมดันของที่ติดอยู่ออกมา วิธีนี้ถ้าทำไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายต่อตับและอวัยวะภายในอื่นๆได้จึงใช้เมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น

              เริ่มโดยยืนหรือคุกเข่าหลังผู้ใหญ่ที่สำลักแล้วกดที่ท้องตามภาพ การทำเช่นนี้จะขับลมที่เหลืออยู่ในปอดออกมาและอาจทำให้สิ่งที่ติดอยู่ในหลอดลมหลุดออกมาด้วย ให้ทำไม่เกิน 5 ครั้งและตรวจดูว่าของที่ติดอยู่หลุดออกมาที่ปากหรือไม่

         อย่าใช้วิธีไฮม์ลิคกับเด็กถ้าไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน ทั้งนี้ให้ใช้มือเพียงข้างเดียว และใช้แรงน้อยกว่าการกดท้องใหญ่ มิฉะนั้นให้เริ่มวิธีช่วยหายใจทันที และอย่าใช้วิธีกับเด็ก อ่อนเด็ดขาด


 ขอบคุณ readersdigestthailand.co.th/health-and-wellbeing ภาพจาก Internet
 
                    

อุปกรณ์ปฐมพยาบาล




              อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือคนเจ็บเบื้องต้น  ใช้ได้ทั้งอาการบาดเจ็บเล็กน้อยและบาดเจ็บรุนแรงก่อนส่งถึงมือแพทย์ ร้านขายยามีชุดปฐมพยาบาลขายทั้งชุด แต่เราอาจจัดขึ้นใช้เองได้ โดยทำไว้ 2 ชุด ชุดหนึ่งสำหรับในบ้าน และอีกชุดหนึ่งที่เล็กกว่าเอาไว้ในรถ

              เก็บชุดปฐมพยาบาลไว้ในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดได้สนิท  และอาจติดหมายเลขโทรศัพท์ของแพทย์และแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลใกล้บ้านไว้บนกล่องด้วยก็ได้ นอกจากนี้อาจจดข้อมูลทางการแพทย์ของคนในครอบครัว เช่น หมู่เลือด ยาที่แพ้ และโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือหอบหืดไว้ด้วย

             ทำเครื่องหมายกล่องชุดปฐมพยาบาลให้เห็นได้ชัด เช่นอาจใช้เครื่องหมายกากบาทสีขาวพื้นเขียว และเก็บไว้บนชั้นให้พันมือเด็ก แต่ต้องหยิบฉวยได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และควรบอกทุกคนในครอบครัวรู้ที่เก็บชุดปฐมพยาบาล

ชุดปฐมพยาบาลในบ้าน ควรมีอุปกรณ์ดังนี้
• ยาฆ่าเชื้อและยาล้างแผล ให้ทำความสะอาดแผลที่ถูกของมีคมบาดและแผลสด
• สำสี ใช้ชุบยาฆ่าเชื้อแผล
• คาลาไมน์โลชั่น ใช้สำหรับอาการติดเชื้อที่ผิวหนัง
• ปลาสเตอร์ปิดแผลขนาดต่างๆใช้สำหรับปิดแผลขนาดเล็ก
• ผ้าปิดแผลที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วขนาดต่างๆใช้ปิดแผลขนาดใหญ่
• ผ้าปิดตาที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วใช้หรับอาการบาดเจ็บที่ดวงตา
• ผ้าพันแผลแบบสวม ใช้สำหรับอาการบาดเจ็บที่นิ้ว ซึ่งจะมีที่ช่วยสวมแนบมาด้วย
• ปลาสเตอร์ขนาด 2.5 ซม. 1 ม้วน
• ผ้าพันแผลแบบสามเหลี่ยม ใช้พันแผลหรือคล้องแขน
• ผ้าพันแผลชนิดบางหรือผ้าพันแผลธรรมดา ใช้เมื่อข้อได้รับบาเจ็บหรือเคล็ด
• ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล
• ครีมแก้แพ้ ใช้เมื่อแมลงกัดต่อย
• เข็ดกลัดซ่อนปลาย ใช้กลัดผ้าพันแผล
• แหนบหรือปากคีบ ใช้คีบเสี้ยนหรือสิ่งที่ทิ่มผิวหนัง
• กรรไกรปลายทื่อ ใช้ตัดปลาสเตอร์และผ้าพันแผล

ในรถ ชุดปฐมพยาบาลขนาดเล็กในรถควรประกอบด้วย
• ปลาสเตอร์ปิดแผล
• ผ้าปิดแผลแบบฆ่าเชื้อ
• ผ้าพันแผลแบบสามเหลี่ยม
• ผ้าพันแผลแบบบาง
• ครีมฆ่าเชื้อ สำหรับทาแผลถลอก
• กรรไกร
• เข็มกลัดซ่อนปลาย
• ครีมแก้แพ้ สำหรับแผลแมลงกัดต่อย
• คาลาไมน์โลชั่น สำหรับแผลเกรียมแดด
• ยาแดงหรือทิงเจอร์ไอโอดีน


ข้อมูลจาก  readersdigest  ภาพจาก Internte

ข่าวดี สำหรับลูกค้า ถุงน่องเส้นเลือดขอด ฟูทูโร่



คลินิกเส้นเลือดขอด เส้นฟอกไต
By: คลินิกหมอกิตติพันธุ์ - หมออมราภรณ์ สวัสดีค่ะ

            วันนี้ได้รับข่าวดีจากผู้แทนจำหน่ายถุงน่องเส้นเลือดขอด            ฟูทูโร่ หลังจากที่ได้ให้โปรโมรชั่นพิเศษในฤดูฝนไปแล้วนั้น ผู้แทนที่แสนใจดีก็ได้ ขยายเวลาในการจัดโปรโมรชั่นถุงน่องเส้นเลือดขอดต่อไปถึงสิ้นปีเลยนะคะ  ...

           สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่คลินิกนะคะ

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาการไข้ในเด็ก




คลินิกเส้นเลือดขอด เส้นฟอกไต
By: คลินิกหมอกิตติพันธุ์ - หมออมราภรณ์

              สำหรับวันนี้ ได้ไปอ่านบทความดีๆ เกี่ยวกับอาการของไข้ในเด็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเลยทีเดียวค่ะ สำหรับผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก และไม่ทราบวิธีเกี่ยวกับการปฏิบัติในการดูอาการไข้ในเด็ก หรือสังเกตุอาการไข้ในเด็ก วิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น  การให้ยาแก่ เด็ก ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า ต้องปฏิบัติอย่างไรกันบ้าง


      อาการไข้ในเด็ก
      จะทราบได้อย่างไรว่าลูกมีไข้… เมื่อสงสัยว่าลูกมีไข้ ควรใช้ปรอทวัดไข้ การใช้มือแตะหน้าผาก หรือตามตัวนั้นไม่เพียงพอ ปรอทวัดไข้แบบดิจิตอลจะสะดวกในการใช้ และไม่ต้องเสียเวลาวัดนาน เหมือนปรอทแบบธรรมดา


ลูกมีไข้ถ้า…
      - อุณหภูมิวัดทางก้น >38 ํC
      - อุณหภูมิวัดทางปาก >37.5 ํC
      - อุณหภูมิวัดทางรักแร้ >37.2 ํC
      - อุณหภูมิวัดทางหู >38 ํC ถ้าเครื่องถูก set ที่ rectal mode - > 37.5 ํC ถ้าเครื่องถูก set ที่ oral mode

      ปกติแล้วอุณหภูมิในร่างกายคนเราเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระหว่างวัน อุณหภูมิร่างกายอาจเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยจากการออกกำลังกาย, อากาศร้อน, อาบน้ำอุ่น หรือใส่เสื้อผ้ามากเกินไป อาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนก็จะทำให้อุณหภูมิที่วัดทางปากสูงกว่าเป็นจริง

สาเหตุของไข้ในเด็ก

      ไข้เป็นอาการอย่างหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไข้ในระดับต่ำไม่เป็นอันตราย แต่ไข้สูงในเด็กบางรายอาจทำให้ชักได้ ส่วนใหญ่แล้วไข้ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส บางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ฟันขึ้นไม่ทำให้เกิดไข้ ส่วนใหญ่ไข้ที่เกิดจาการติดเชื้อไวรัสจะอยู่ระหว่าง 38.3-40 ํC จะคงอยู่ 2-3 วัน แล้วหายไปเองถ้าไม่มีการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อน


การดูแลเมื่อเด็กมีไข้

      พยายามให้ดื่มน้ำมากขึ้น, ใส่เสื้อผ้าบาง เพื่อให้ความร้อนจากร่างกายระบายออกได้ดี และทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ ใช้ยาลดไข้จำพวก พาราเซตามอล, ห้ามใช้แอสไพริน เนื่องจากอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ หากไข้นั้นเกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางตัว
     
      การให้ยาลดไข้ ควรให้เมื่อมีไข้ เกิน 38.5 ํC ไข้ต่ำ ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก ยกเว้นในรายที่มีปัญหาเรื่องลมชัก ไข้ต่ำ ๆ ยังช่วยให้ร่างกายต่อสู้เชื้อโรคได้ดี

การเช็ดตัวลดไข้
      ควรทำควบคู่ไปกับการให้ยาลดไข้ ไม่จำเป็นกรณีที่ไข้ไม่สูงมาก, ควรเช็ดตัวลดไข้ในกรณีที่
 1.มีชักจากไข้สูง
 2.มีไข้เกิน 40 ํC การเช็ดตัวโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เด็กหนาวสั่น ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอีก การเช็ดตัวให้ใช้น้ำอุ่นเล็กน้อยประมาณ 29-32 ํC ไม่ควรใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่นจัด


ควรพบแพทย์ทันที หากมีอาการ…
      - อายุน้อยกว่า 3 เดือน แล้วมีไข้
      - ไข้สูงกว่า 40.5 ํC
      - เด็กดูซึมลง

ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หากมีอาการ…
      - อายุระหว่าง 3 - 6 เดือน ยกเว้นไข้ที่เกิดหลังฉีดวัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก
      - ไข้ระหว่าง 40 - 40.5 ํC
      - มีไข้มานานกว่า 24 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการเป็นหวัดร่วมด้วย
      - มีไข้นานกว่า 3 วัน
      - ไข้ลดลงมากกว่า 24 ชั่วโมง แล้วกลับมาใหม่
      -ผู้ปกครองมีความกังวลเดียวกับความเจ็บป่วย

ขอขอบคุณ
ข้อมูลสุขภาพ ศูนย์ศรีพัฒน์